นายโชติ chaiyawut

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

มวยไชยา กับ เมืองชุมพร มวยปักษ์ใต้

มวยไชยา กับ เมืองชุมพร

มวยไทยไชยา จากหลักฐานและคำบอกเล่านั้นเริ่มต้นที่ พ่อท่านมา ไม่มีใครทราบว่าท่านมีชื่อจริงว่าอย่างไร ทราบแต่เพียงว่าท่านเป็น ครูมวยใหญ่ จากพระนคร บ้างก็ว่าท่านเป็น ขุนศึก แม่ทัพแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวเมืองจึงเรียกเพียงว่า พ่อท่านมา ท่านได้เดินทางมาที่เมืองไชยา และได้ถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ไว้ให้แก่ชาวเมือง และศิษย์ที่ทำให้ มวยเมืองไชยา เป็นที่รู้จักมากที่สุดในยุค ร.๕ คือ พระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย)ซึ่งเป็นบิดา ของปรมาจารย์มวยไทย เขตร ศรียาภัย และ ย่าชื่น ศรียาภัย ผู้ก่อตั้งโรงเรียนศรียาภัย อันเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดชุมพร

จน มีคำกล่าวผูกเป็นกลอนว่า ” หมัดดีโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา ” จะเห็นได้ว่าผู้ที่เป็นนักมวยในสมัยนั้น ได้รับการยกย่องมาก เพราะบ้านเมืองสนับสนุน และเมืองที่มีมวยฝีมือดีก็จะได้รับการยกย่องให้เป็น ” เมืองมวย ” มวยไชยา นั้นเป็นที่นิยมแพร่หลาย ในเขตภาคใต้ตั้งแต่ ชุมพร หลังสวน ลงมาโดยมีเมืองไชยาเป็นศูนย์กลาง และยังมีครูมวยอีกหลายท่านที่มีชื่อเสียงมากมาย
โดยเมื่อวันที่ 26 กันยายน ร.ศ. 115 ( พ.ศ. 2439) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จฯพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงทราบว่าตามที่ได้มีกระแสพระราชดำริให้จัดหัวเมืองปักษ์ใต้ตอนเหนือเมืองนครศรีธรรมราชขึ้น คือเมืองชุมพร เมืองไชยา เมืองหลังสวน เมืองกาญจนดิษฐ์ และเมืองกำเนิดนพคุณ ( บางสะพาน) ทั้ง 5 หัวเมืองรวมเข้าเป็นมณฑลเทศาภิบาล เรียกว่า มณฑลชุมพร ดังนั้นเมืองในมณฑลชุมพรจึงคงมีเพียง 5 หัวเมือง ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นชอบตามที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรง ราชานุภาพดำเนินการไป จึงทำให้เมืองชุมพร และ เมืองไชยา อยู่ใน มณฑลเดียวกัน มีหลายโอกาสที่ได้มีกิจกรรมระหว่างเมืองร่วมกัน

ฝ่ายข้างเมือง ไชยานั้น ประชาชนทั่วไปชอบการต่อสู้ จึงมีการฝึกการต่อสู้ด้วยอาวุธต่าง ๆ รวมทั้งการต่อสู้มือเปล่า จึงมีคำว่า “มวยไชยา” เกิดขึ้นจนกระทั่งบัดนี้ ส่วนเมืองชุมพร ประชาชนชอบสนุกสนาน ชอบร้องรำทำเพลง เมื่อมีการประลองฝีมือทางอาวุธหรือการต่อสู้คนไชยาจะชนะเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้ามีการประชันการขับร้อง คนชุมพรจะชนะเสียโดยมาก
ความมีชื่อเสียงของมวยไทยไชยานั้นเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายจนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป มีหลักฐานปรากฏอยู่ในวรรณกรรมท้องถิ่นภาคใต้ เช่น มีเพลงนาบทหนึ่งของจังหวัดชุมพร กล่าวไว้ว่า “มวยดีไชยา เพลงนาชุมพร ขึ้นชื่อลือกระฉ่อน มานานหนักหนา” (ทวี เชื้อเอี่ยม. 2529 : 2716) หรือในเรื่อง “พลายจำเริญ” วรรณกรรมท้องถิ่นของจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งแต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้กล่าวถึงมวยไทยไชยาไว้ว่า “คนหนึ่งชื่อคล้าย รูปร่างคมคาย บ้านอยู่สงขลา คนหนึ่งชื่อลิบ ขุนทิพย์นำมา มันอยู่ไชยา เข้ามาบังคม” และ “แขกตีกลองชนะ สองเข้าปะทะ สู้กันทั้งสอง ลิบมวยไทยไชยา ทีท่าไวว่อง ตีนเท้าศอกถอง คล้ายหยองทุกที” (กวี บัวทอง และคณะ. 2526 : 3) อันเป็นคำกล่าวตามอาวุธถนัดของนักมวยไชยา คือ ศอกไชยา

ปรมาจารย์เขตร ศรียาภัย เป็นลูกคนสุดท้องของพระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย)
ท่านเกิดเมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๕ ณ ตำบลหนองช้างตาย (ต.ท่าตะเภา ในปัจจุบัน) (อันเป็นตำบลเดียวกันกับที่ข้าพเจ้าเกิด)อำเภอท่าตะเภา จังหวัดชุมพร ในสมัยเด็กอายุประมาณ ๑๐ ขวบ เขตร ศรียาภัย ได้เข้าโรงเรียนมัธยมวัดสุทธิวราราม อยู่ที่บ้านทวาย ชอบกีฬาประเภทออกแรง ทุกชนิด เช่น พายเรือ ว่ายน้ำ วิ่งแข่ง ตีจับ ฯลฯ ได้เป็นที่ ๑ ในชุดวิ่งเปรี้ยวชิงชนะเลิศกับชุดโรงเรียนวัดประทุมคงคา ได้ถ้วยและ โรงเรียนมัธยมวัดสุทธิวราราม มีชื่อทางวิ่งเปรี้ยวแต่นั้นมา
และได้ลาออกเพื่อเข้าโรงเรียนอัสสัมชัญเมื่ออายุได้ ๑๓ ปี เพราะทนถูกรังแกจากนักเรียนที่ใหญ่กว่าไม่ไหว ณ โรงเรียนฝรั่งแห่งใหม่กลับร้ายกว่า โรงเรียนเดิมเพราะมีนักเรียนมากกว่า ๓ เท่า เขตร ศรียาภัย ต้องทนมือทนตีนอยู่ ๓ ปี อันเป็นปฐมเหตุแห่งความพยายามศึกษาวิชาต่อสู้ ซึ่งมีครูดี ๆ รวม ๑๒ ท่าน คือ
๑. พระยาวจีสัตยารักษ์ ( ขำ ศรียาภัย ) เจ้าเมืองไชยา (บิดาบังเกิดเกล้า)
๒. ครูกลัด ศรียาภัย ผู้บังคับการเรือกลไฟรัศมี (อาของท่าน)
๓. หมื่นมวยมีชื่อ ( ปล่อง จำนงทอง )
๔. ครูกลับ อินทรกลับ
๕. ครูสอง ครูมวยบ้านนากะตาม อำเภอท่าแซะ ชุมพร
๖. ครูอินทร์ สักเดช ครูมวยบ้านท่าตะเภา ชุมพร
๗. ครูดัด กาญจนากร ครูมวยบ้านหนองทองคำ
๘. ครูสุก เนตรประไพ ครูมวยบ้านแสงแดด ชุมพร
๙. ครูวัน ผลพฤกษา ครูมวยตำบลศาลเจ้าตาแป๊ะโป
๑๐. อาจารย์ ม.จ.วิบูลย์สวัสดิวงศ์ สวัสดิกุล
๑๑. ครู (กิมเส็ง)สุนทร ทวีสิทธิ์ ปรมาจารย์มวยมีชื่อในพระนคร อาจารย์สอนมวยกรมพละศึกษา
๑๒. อาจารย์ หลวงวิศาลดรุณากร
๑๓.อาจารย์กิมเส็ง สุนทร ทวีสิทธิ์
โดย อาจารย์เขตร ได้นำดอกไม้ธูปเทียน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขาวม้า และขันน้ำ ไปกราบขอเป็นศิษย์กับ อาจารย์กิมเส็ง ในวัน พฤหัสบดีอันเป็น " วันครู " ตามคติโบราณ ได้อยู่ร่ำเรียนรับใช้ ไปมาหาสู่กับ อาจารย์กิมเส็ง เป็นเวลา ๔๐ ปี จนครูท่านสิ้น จึงนับได้ว่าวิชามวยไชยาสายอาจารย์เขตร นั้นมีส่วนผสมวิชามวยของท่านอาจารย์กิมเส็ง อยู่อย่างแยบยลจนแยกกันไม่ออก

ย่าชื่น ศรียาภัย พี่สาวของครูเขตร ท่านชื่นชอบศิลปะการต่อสู้ มวยไชยาของบ้านเกิดเป็นอันมาก ครั้งเมื่อ นักมวยจากปักษ์ใต้จะเดินทางไปชกต่อยทางกรุงเทพฯ ย่าชื่น ก็ได้จัดให้นักมวยนั้นได้พักอยู่ที่บ้านไชยา แถว สีลม และเลี้ยงดูอย่างดี เป็นเหตุให้นักมวยไชยามีฝีมือเป็นที่สบอัธยาศัยของเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เพราะเคยเสด็จปักษ์ใต้ จึงได้เรียกพวกนักมวยไชยาไปฝึกซ้อมที่วังเปรมประชากร ภายใต้ความควบคุมของ น.ท.พระชลัมพิสัยเสนี ร.น. (แฉล้ม สถีรศิลปิน)

ครูอินทร์ ศักดิ์เดช มวยเอกเมืองชุมพร ซึ่งไม่เคยแพ้มวยคนใดตั้งแต่เพชรบุรีลงไปถึงนครศรีธรรมราช โดยข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึงมวยประวัติศาสตร์ของเมืองชุมพรคู่หนึ่ง .ในงานเฉลิมพระชนมพรรษาที่ทางราชการได้จัดให้มีขึ้น ณ ริมถนนปรเมนทรมรรคา หน้าศาลากลางจังหวัดชุมพร (ที่เก่าตรงข้ามศาลหลักเมืองชุมพร) โดยมีกระดานดำเขียนรายการมวยอันเป็นธรรมเนียมของจังหวัดภาคใต้ ว่า “มวยอินทร์จะชกกับมวยพม่าซึ่งมาจากเกาะสอง แขวงเมืองมะริด

ข่าวได้แพร่สะพัดเหมือนไฟไหม้ทุ่งหญ้าคาในฤดูแล้ง ผู้คนจากตำบลใกล้เคียงรอบๆตัวเมือง เช่น คอกระออม ขุนกระทิง วัดขวาง วังไผ่ หนองคล้า บางลึก หาดพันไกร นากระตาม นาชะอัง ขุนแสน หูรอ นาทุ่ง ปากน้ำ บางคอย ท่ายาง บางหมาก แสงแดด บ้านเหนือ และตำบลอื่นๆต่างได้ชักชวนกันมาเพื่อดูมวยไทยกับพม่า ซึ่งส่อให้เห็นว่าชุมพรเป็นเมืองมวยแห่งหนึ่งของปักษ์ใต้ ผู้คนชาวชนบทจำนวนมาก ต่างพากันย่ำฝุ่นตลบไปหมด เพราะครั้งกระโน้นยังไม่มีรถหรือยวดยานพาหนะ นับเป็นทัศนภาพที่ประหลาด นานๆจะได้เห็น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมวยอินทร์เป็นมวยฝีมือเอก ในสมัยนั้น ไม่มีใครเคยเห็นมวยอินทร์แพ้ ไม่มีนักมวยคนใดในจังหวัดตั้งแต่เพชรบุรีลงไปจนถึงจังหวัดนครศรีธรรมราชอาจหาญต่อสู้กับ นายอินทร์ ศักดิ์เดช

และอีกประการหนึ่งคือ คนไทยในจังหวัดชุมพรซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านรับศึกพม่าอยากดูฝีมือมวยพม่า
มวยพม่า แขนขากระชับ ล่ำสันได้สัดส่วนสมเป็นลูกผู้ชาย มุ่นมวยผมเอียงไว้ข้างคล้ายหมวกเบเร่ต์ ถักหมัดบางด้วยด้ายดิบขดก้นหอยเพิ่มหางเชือกตามประเพณีเกือบท่วมข้อศอก มีรอยสักชาด (แดง) ลายพร้อยทั้งสองไหล่ตลอดหน้าอก พื้นท้องชายโครงและด้านหลัง รอบท่อนขาปรากฏว่าตั้งแต่ใต้เข่าคู่ มีรอยสักดำลายมอม รูปคล้ายราชสีห์ของไทย ซึ่งพวกพม่าในสมัยโบราณเชื่อถือ กล่าวกันว่า พวกผู้หญิงพม่าจะไม่ยอมให้อาบน้ำเหนือน้ำถ้าไม่มิได้สักลายมอม มวยพม่าเคี้ยวหมากปากแดง ยิ้มอย่างใจเย็น ไม่แสดงอาการยำเกรงศักดิ์ศรีของมวยอินทร์แม้แต่น้อย

มวยอินทร์ ล่ำเป็นตอม่อ ผิวดำ เนื้อละเอียดเหมือนชาวมัทราสเพราะเป็นคนอาบน้ำว่านยาตามตำรากะบิลว่านแบบที่เรียกกันว่า “ชุบตัว” เพื่อความคงกระพัน นัยน์ตาเล็กเป็นปลาดุก รูปคางสั้นสี่เหลี่ยม มือค่อนข้างใหญ่ ถักหมัหนาปึก และเต็มไปด้วยขดก้นหอย สวมประเจียด (ผ้ายันต์สีขาว) ตามแบบฉบับนิยมของมวยไชยา ซึ่งเก่าคร่ำเพราะใช้การมาแล้วหลายขวบปี ที่โคนแขนซ้ายขวาคาดผ้ายันต์และแขวนพิรอด(หวายจารึกอักขระขอมลงรักปิดทอง เป็นเครื่องรางประเภทอยู่ยง) รอบบั้นเอวยังมีพิสมรชนิดโทน(ดอกเดียว) และชนิดเครื่อง (มีดอกนำและดอกบริวาร ตั้งแต่ ๒-๑๓ ดอก อย่างของหลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง) รวม ๓-๔ สาย แป้งมนต์หรือกระแจะจันทน์ก็ประเอาไว้ขาวเต็มหน้า ดูๆ คล้ายกับคนป่าในทวีปแอฟริกากำลังจะออกรบ

เริ่มลงมือ
เมื่อเจ้าเมืองชุมพร พระสำเริงนฤปกรณ์ ได้ปราศรัยตามประเพณีคือพูดทำนองปรับความเข้าใจระหว่างนักมวยอันเป็นกติกา ครั้นแล้วเสร็จ นักมวยพม่าก็ยกมือขึ้นไหว้เจ้าเมือง ถอยห่างออกมา เริ่มร่ายรำ โดยเหยียดตัวสูง เนื้อเต้นยิบๆ กลองสองใบ ตีขัดจังหวะ ติ่งทั๋ง เร้าใจและอารมณ์อย่างระทึก มวยพม่าเหยียดตัวสูง แล้วลดกายลงต่ำเรียๆดิน วาดศอกผ่านชายโครงพลิกไปมา ดีดแข้งขาทำท่าแปลกน่าดูไม่น้อย

ส่วนมวยอินทร์ นั่งยองๆท่องคาถา ผินหน้าไปทางทิศบูรพาอันเป็นทิศครู แล้วกราบลา สามครั้ง ถอยออกมา ๓-๔ ก้าว ยืนประจันหน้าคู่ชก พิจารณาการร่ายรำของมวยพม่าอยู่ชั่วครู่ ทำปากขมุบขมิบ คนดูเงียบกริบได้ยินแต่เสียงกลอง ครั้นแล้วมวยอินทร์ก็เริ่มยกหมัดครู คือ ยกหมัดซ้ายขวาพร้อมกันขึ้นที่หน้าผาก ขยับสับท่า ก้าวสามขุมข้าๆ เข้าหาคู่ชกประมาณ หนึ่งนาที ไม่มีก้าวถอยหลัง ไม่มีการฉากออกข้าง ไม่มีการหลอกล่อ

มวยหม่อง ดูเหมือนจะแปลกใจ แต่ไม่แสดงอาการสะทกสะท้านต่อมวยไทย ขยับเข้าหา หดตีนขวาถีบทันที มวยอินทร์เตรียมตัวอยู่แล้ว เกร็งแขนรับแล้วปัดตาม ทำให้ตีนมวยพม่าพลาดเป้าหมายไปทางขวา
ชั่วพริบตาที่มวยพม่าเสียหลัก ฝุ่นจากพื้นสนามหญ้าซึ่งไม่สู้จะเขียวงามนักเพราะเป็นหน้าแล้ง ก็ฟุ้งขึ้นกลบคู่ต่อสู้
สองเสือต่างฟัดกันแทบไม่รู้ว่ามือตีนหมัดเข่าของใคร หมัดเท้าเข่าศอกระดมตอกซึ่งกันและกัน พึ่บพั่บ พึ่บพั่บ คล้ายค้างคาวแม่ไก่ตีช่อชมพู่
คนดูต่างโห่ร้อง ตามประเพณพื้นเมือง กรรมการซึ่งประกอบด้วยตำรวจ หกคน บางคนยืนกอดอกตัวเอียงไปมาตามลีลาความตื่นเต้น บางคนกำหวายสำหรับหวดตีนมวยที่ใช้ปากกัน หรือ ซ้ำคนล้ม เกร็งข้าเขี่ยดินโดยลืมตัว

การเข้าคลุกของมวยดีทั้งสองเป็นไปเพียงพักหนึ่งกระทั่งคู่ต่อสู้ต่างแยกออกจากกันเอง ปรากฏว่า มวยอินทร์ถอยห่างออกมายืนคุมเชิงท้องแขม่วๆ มวยพม่ามีเลือดไหลทะลักกลบใต้ตา ย่อตัวลงนั่งอย่างมึนงง แล้ว “เปิดมือ” คือโบกหลังมือให้ปฏิปักษ์ออกห่าง ซึ่งเป็นกริยามีความหมายรู้กันทั่วไปในสมัยก่อน ว่าขอหยุดพัก และเมื่อได้เข้าไปปรึกษาพี่เลี้ยงแล้ว กลับออกมาทั้งๆที่เลือดยังไหลไม่หยุด นักมวยพม่าก็เดินตรงเข้าไปหา เจ้าเมืองผู้เป็นประธาน บอกยอมแพ้มวยไทย ตามความตกลงใจของพี่เลี้ยง
ประชาชนยังไม่จุใจ ต่างบ่นพึมพำไม่ได้ศัพท์ แต่ไม่มีการขว้างปาไม่ว่าด้วยของแข็งหรือของอ่อน นับว่ามีวัฒนธรรมแบบไทยๆ
มวยอินทร์ได้รับรางวัลเงินเหรียญบาทจากพานเงินเป็นรางวัล ๑ ตำลึงซึ่งอาจใช้ชำระรัชชูปการในจังหวัดชุมพรได้ประมาณ สองปี มวยพม่าได้รางวัลลดหย่อนลงมา คือเพียง สามบาท

นั่นคือลำดับเหตุการณ์ในอดีตอันเเสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันกันของมวยไชยา มวยเอกของหัวเมืองปักษ์ใต้ ซึ่งเคยมี เคยอยู่ในเมืองชุมพร ทั้งยังเกี่ยวเนื่องกับ สถานที่และ บุคคลสำคัญในเมืองชุมพรอย่างเด่นชัด แต่คนชุมพรน้อยคนนักที่จะรู้ถึงความข้อนี้

ทั้งนี้ข้าพเจ้าได้เรียบเรียงเอาจากคำบอกเล่าของครูแปรง ณปภพ ประมวญ และยกเอาบทความบางส่วนจาก หนังสือปริทัศน์มวยไทย ซึ่ง ครูเขตร ศรียาภัย เป็นผู้เขียนมาประกอบไว้เพื่อให้ความกระจ่างในความสัมพันธ์ของมวยไชยาที่ข้าพเจ้ารัก และ เมืองชุมพรอันเป็น บ้านเกิดของข้าพเจ้า นายชนุภณ ยอดสมัย (นักเรียนโรงเรียนศรียาภัย ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๕- ๒๕๔๐)บันทึก ณ โรงฝึกมวยไทยไชยา บ้านครูแปรง สาขาภูเก็ต เมื่อ วันเสาร์ ที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Fire Thai sword by Mr. Chanuphon Yodsamai (muaychaiya)







การฝึกควงดาบไฟ โดยใช้การกลิ้งม้วนฟัน แบบสายดาบไทย บ้านครูแปรง เป็นชุดฝึก หนุมานคลุกฝุ่น แต่ ชุดนี้ เป็นการฝึกซ้อม เล่นๆครับ

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ความแตกต่างของท่าไม้กล ทุ่ม ทับ จับ หัก ของมวยไชยาสายครูแปรง กับ มวยสายจับอื่นๆ ในสายตาของข้าพเจ้า (เมื่อ วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๓)

ความแตกต่างของท่าไม้กล ทุ่ม ทับ จับ หัก ของมวยไชยาสายครูแปรง กับ มวยสายจับอื่นๆ ในสายตาของข้าพเจ้า (เมื่อ วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๓)

อนึ่งในการเรียนหลักสูตร ทุ่ม ทับ จับ หัก นั้น ข้าพเจ้าเองก็มิได้เรียนมาอย่างครบถ้วน เพียงแต่ฝึกหัดมาจากท่าพื้นฐาน ที่ครูแปรงท่านสอนให้ แล้ว หมั่นฝึกฝน โดยอาศัยท่าพื้นฐานของมวยไชยา และ จากไม้กล จับหัก ที่ครูแปรงท่านได้สาธิตให้ดู แล้วนำมาปรับใช้เองตามสถานการ์ณ


จากที่ได้มีโอกาส แม้จะน้อยนิดก็ตาม ได้พบปะพูดคุยกับผู้รู้ในสายวิชาจับหัก แบบ ยูโด หรือ ยิวยิสสุ รวมถึงได้ประลองฝีมือ กับสายวิชา จับล็อกมาบ้าง ข้าพเจ้าพอจะอนุมานได้ว่า ในสายวิชาจับล๊อกนั้นเขามักใช้ร่างกาย หรือ กล้ามเนื้อ ส่วนใหญ่ เข้าจัดการกับ ข้อต่อส่วนน้อย โดยใช้การยืดตัว พับหัก หรือ กด รวมทั้งใช้การกอดรัดให้แน่น ส่งผลให้คู่ต่อสู้ อึดอัด หรือ หมดสติ หรือ ต้องพิการจากการถูกบิดหัก ข้อต่อ ตามแบบ หลักสูตรวิชาซึ่งมักเป็นแรง กด บิด ดึง งัดของกล้ามเนื้อ เพื่อให้หัก ของ แต่ละสายวิชา และการเริ่มต้น ในการต่อสู้คือการเริ่มประชิดตัว เช่น จับแขน หรือ ขา คู่ต่อสู้ ทำให้ล้ม แล้ว ค่อยใช้วิชา จับหักต่อไป ซึ่งถือเป็นศาสตร์การต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมมากๆ


แต่ในสายมวยไชยาในสายครูแปรงนั้น เราใช้วิถีแห่งวัฒนธรรมไทย การยืน การเดิน การนั่ง ตามแบบฉบับของคนไทยโบราณ มาปรับใช้กับการต่อสู้แบบคลุกวงใน โดยนำเอาการเดินเข่า คลานเข่า การย่างถวายบังคมด้วยเข่า เอาท่าร่ายรำจากท่าไหว้ครูมวย ครูดาบ ครูอาวุธ เอาวัฒนธรรมอันสวยงาม คือ การไหว้ และ นำเอาท่าพื้นฐานของมวยไชยาทั้งหมด รวมทั้งท่าย่างสามขุม การฟังแรง ถ่ายแรง ผ่อนตาม มาปรับใช้กับการจับหัก เพียงแต่ผู้ฝึกจักต้องรู้จักถึงองคาพยพน้อยใหญ่ในร่างกายของเราเสียก่อน ว่าส่วนใดอ่อนอันควรปกปิดหลีกเลี่ยงจากการปะทะ ส่วนใดแข็งพอที่จะใช้เป็นอาวุธ แล้ว นำมาใช้ให้ถูกส่วน ซึ่งในสายวิชามวยไชยาสายนี้ เรียกว่า กายวุธ คือทุกส่วนของร่างกายที่ใช้เป็นอาวุธได้ ไม่ใช่เฉพาะแต่เพียง อาวุธหลัก เช่น หมัด เท้า เข่า ศอก เพียง ๔ อย่าง ๘ อาวุธเท่านั้น อาวุธ ใน กายวุธ ยังรวมตลอดถึง ส่วนแข็งของร่างกายอื่นๆอีกเช่น กระดูกข้อมือด้านนอก ที่เราเรียกว่าตานกเอี้ยง กระดูกตาตุ่มด้านนอก กระดูกท่อนแขน กระดูกหน้าแข้ง กระดูกข้อมือด้านใน ข้อสันหมัดแบบหงายหรือคว่ำ แม้แต่คางของเรา ก็ยังสามารถใช้ได้เพียงแต่ต้องใช้ให้ถูกที่เท่านั้น และยังหมายความตลอดถึง การใช้ บานพับ ที่พับเข่า พับศอก และการใช้กล้ามเนื้อส่วนที่โตกว่าเพื่อยึดจับอวัยวะของคู่ต่อสู้อีกด้วย นอกจากจะใช้ แรง กด บิด ดึง งัดของกล้ามเนื้อแล้ว ยังใช้แรงตัด เชือดด้วยข้อกระดูกอีกด้วย


เมื่อเรารู้จักใช้การย่างสามขุมบวกกับการใช้กายวุธแล้ว การจับหัก ยังมีทั้งแบบการจับเพื่อควบคุม คือการจับกุม ให้คู่ต่อสู้ยอมจำนนเมื่อเห็นว่าหมดทางสู้แล้ว หรือ บิดพลิกหักในทันที เมื่อเข้าไม้กล โดยไม่เน้นการจับกุมให้หยุดอยู่กับที่ เพราะอาจเป็นการเสียเวลาหากมี คู่ต่อสู้มากกว่าหนึ่ง

ข้อแตกต่างจากการสังเกตุของข้าพเจ้าอีกประการหนึ่งนั้นพบว่าในสายวิชาจับล๊อคอื่น อาจจะเป็นด้วยรูปแบบการแข่งขันก็เป็นได้ ที่ทำให้มิติในการต่อสู้ถูกจำกัดให้อยู่ในรูปแบบ หนึ่งต่อหนึ่ง คือ หากเน้นการนอนสู้กันตัวต่อตัวแล้ว จึงไม่ต้องคำนึงถึงว่าจะมีคนอื่นเข้ามารุมทำร้ายด้วยหรือไม่ เพราะเห็นได้จากท่านอนสู้ของสายวิชาอื่นหลายๆท่าที่ ผู้จับ นอนจับคู่ต่อสู้แล้วเหยียดตัว หรือ นอนทับคู่ต่อสู้เพื่อหัก แขน หรือ ขา คู่ต่อสู้ การนอนสู้เช่นนั้นเป็นผลดีในการสู้ตัวต่อตัว เพราะ สามารถใช้น้ำหนักตัว บวกกับ แรงกล้ามเนื้อส่วนใหญ่ยึดตรึงคู่ต่อสู้ได้ดี แต่คงใช้ไม่ทันการหาก คู่ต่อสู้มีมากกว่าหนึ่งคน เพราะหากมัวนอนคลุกอยู่กับอีกคนหนึ่ง ก็อาจถูกอีกคนหนึ่ง ลอบเข้าโจมตีทางด้านหลังหรือ มุมอับได้ง่าย ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าสายวิชาจับล็อคของชาติอื่นๆที่คงอยู่รักษาบ้านเมืองของเขามาได้นับพันปีเช่นนี้คงจะมีกลวิธี รับมือจาก กรณีเช่นนี้เป็นแน่ เพียงแต่ข้าพเจ้ายังไม่รู้ว่าเขามีเท่านั้น


ในกลจับหัก ของครูแปรงจากที่ข้าพเจ้าศึกษานั้นพบว่า ครูแปรงท่านจะเน้นการนั่งคลุก แบบท่านั่งถวายบังคม หรือ คลานเข่า อยู่บนตัวคู่ต่อสู้ มากกว่าที่จะนอนราบไปกับคู่ต่อสู้ เพื่อเป็นการทิ้งน้ำหนักตัวลงกดทับตัวคู่ต่อสู้ และนอกจากนี้เมื่ออยู่ในรูปการนั่งชันเข่าแล้วการเคลื่อนที่หมุนวน หลบหลีกหากมีการจู่โจมจาก ผู้อื่นเพิ่มเติมก็จะ รับมือได้ง่ายกว่า การนอนสู้อยู่กับคนคนเดียว ทำให้มิติในการต่อสู้ไม่ถูกจำกัดอยู่ในแบบหนึ่งต่อหนึ่ง และอาจใช้ในสถานการณ์จริงที่เราไม่สามารถจะทราบได้ว่าคู่ต่อสู้มีกีคนได้ดีกว่า


และด้วยความที่มวยไชยา เป็นมวยไทยขนานเดิมที่มีอาวุธหลักอยู่ครบถ้วน จึงยังสามารถ ใช้หมัด เท้า เข่า ศอก ได้ดีในการ ป้องกันตัว หรือ โจมตีคู่ต่อสู้ การใช้ไม้กลทุ่มทับจับหัก จึงมักเป็น กล จากการแก้อาวุธศัตรู เช่น ไม้กลขุนยักษ์จับลิง ใช้ แก้หมัดตรง ไม้กลฟาดกุมภรรณใช้แก้ เตะ ไม้กลรัดงวงแทงงาใช้แก้เตะ ไม้กลช้างสบัดหญ้าใช้แก้หมัดตรง ไม้กลขุนฆ้อนตีทั่งใช้แกเตะ ไม้กลนาคคู้บัลลังค์ใช้แก้หมัดตรง ไม้กลหงส์ปีกหัก ใช้แก้หมัดตรง เป็นต้น ซึ่งท่าที่กล่าวแล้วนั้นเป็นกลจับหักทั้งสิ้น จึงไม่ต้องทนแลกแข้ง แลกหมัด เสี่ยงดวงเข้าเพื่อจับหักแต่อย่างใด หากปฏิปักษ์ ไม่ถลำมาจนประชิดตัว ก็ใช้ไม้สั้น ไม้ยาว ตามแต่จะถนัดได้ แต่หากพัลวันกันจนถึงกับต้องกอดรัด ก็ยังใช้กล คลุกปล้ำจับหัก แก้ไขได้ในทันที



ทั้งนี้ข้าพเจ้า นายชนุภณ ยอดสมัย (โช) ได้แสดงความคิดเห็นตามภูมิปัญญาที่ข้าพเจ้าเข้าใจเท่านั้นหากมีข้อผิดพลาดแต่ประการใด ข้าพเจ้าขอรับไว้แต่ผู้เดียวครับ

History MuaythaiChaiya Thai weapons Grapling smashing trowing

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

MuayBoran Training

MuayBoran Training (Traditional Thai Boxing Training)




For many, the words ‘Muay Thai’ would bring to mind images of heavy training sessions, often tough and bruising. To a certain extent this can be true, but only of those training with the ultimate aim of fighting in conventional Muay Thai tournaments, to make a living under the rules of boxing as a sport.



On the contrary, traditional Mauy Thai does not aim to defeat with the use of sheer physical strength alone, but is to defend before the right moment to retaliate as trained. That is, a traditional Muay Thai boxer is one who practices martial art as taught by his teacher. From my experience as a traditional Muay Thai, Chaiya-style student, training tends to start from a slower pace before increasing in both speed and intensity.




The initial training will start with adjustments to get a firm and stable standby position, ready to defend and attack. Next are training the various techniques to defend and receive attacks so that these are effective before moving on to attack techniques. Both the defensive and offensive techniques makes full use of the human body parts and positions from the knees, elbows to the shoulder blades and the Thai ‘Wai’. All these training have to proceed from the easier techniques, light and slower paced before increasing in speed and intensity.



Traditional Chaiya-style Thai Boxing gives weight to the use of art as a form of self defense rather than the use of strength to attack. This style enables the student to truly understand to anticipate and receive attacks to withstand the least damage or non at all. However this can only be achieved through correct and constant training.

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การแก้ไขเมื่อ ถูกจี้ปาดคอจากด้านหลังเมื่อเป็นตัวประกัน


การป้องกันตัวมือเปล่า เมื่อถูกจี้ปาดคอจากด้านหลัง


จากข่าวที่พบเห็นได้อยู่บ่อยๆ กับกรณี คนร้าย เสพยาเสพติด (เมทแอมแฟตตามีน) แล้วเกิดคลุ้มคลั่งจับเด็กหรือสตรีเป็นตัวประกัน ในกรณีเช่นนี้หากเป็นท่านจะทำเช่นไร ทางที่ดีควร ให้ในสิ่งที่เขาต้องการ และชลอความตึงเครียดของคนร้ายมิให้ลงมือกับท่านเร็วนัก เพื่อรอความช่วยเหลือ จากเจ้าหน้าที่หรือบุคคลข้างเคียง แต่หากไม่มีบุคคลเช่นว่านั้นหละ


วิธีการง่ายๆ ก็คือ ใช้การ เกาะที่ข้อมือที่เขาถือมีด ระวังคมมีดด้วยนะ แล้วดึงลงมาที่หน้าอกของเราแล้วยึดกด ให้มือเขาติดกับอกเราอย่าให้เขาขยับมีดได้ ย่อขาเราลงทิ้งน้ำหนักตัวของเราทั้งหมดลง ให้เขาใช้แขนทีมีอาวุธมีดนั้น รั้งน้ำหนักตัวเราไว้ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถทำให้มีดของเขาห่างออกจากลำคอของเราได้สักระยะหนึ่งซึ่งนั่นก็เป็นการเพียงพอที่จะ เป็นโอกาสให้ แก่เจ้าหน้าที่ในการเข้าชาร์ต เพื่อช่วยเหลือ เพราะทางเจ้าหน้าที่เขาก็รอคอยโอกาสที่อาวุธห่างจากคอของเหยื่อเช่นกัน


และหากผู้เสียหาย ได้มีการฝึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักการอ่านแรงฟังแรง เกาะเกี่ยวติดพัน ก็จะสามารถพลิกเหลี่ยมบิดไหล่ไปทางด้านหลังใช้มีดที่เขาจี้คอเรา วกกลับเข้าแทงตัวคนร้ายได้ไม่ยากนัก ในกรณีที่เห็นว่าไม่มีเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือ ก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ด้วยตนเองได้



แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนสักนิด เพื่อหาจังหวะจริง ในการแก้ไข ควรจะมีเพื่อนคู่ฝึก จนมั่นใจได้ว่า เมื่อกระตุกมือเขาลงมาแล้ว เขาไม่สามารถจะเชือดคอเราได้จริง ด้วยการจำลองเสมือนจริง จึงจะถือว่า ผ่านการฝึกนี้ และมีความมั่นใจที่จะใช้ในภาวะฉุกเฉิน


วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ความฝันที่เป็นจริงของข้าพเจ้า

20 ส.ค. 2551, 10:29 น.

ราวช่วง เดือน พฤษภาคม ได้ทราบข่าวการรับสมัคร นักสู้ เข้าร่วมการแข่งขัน kof (mma) ครั้งแรก ในประเทศไทย ผมได้เห็นแล้ว ก็ดีใจมากรีบสมัครเข้าร่วมทันที เพราะ เคยฝึกมวยไชยาอยู่ 2 ปี ไม่เคยได้ต่อยกับใครจริงๆ เลยสักครั้ง แม้ปัจจุบัน จะมารับราชการเป็นนิติกรระดับ 4 ห่างหายการฝึกไปกว่า 3 ปี แล้วก็ตาม เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำตามความฝันสักครั้ง แม้ร่างกายก็ไม่สมบูรณ์จากการถูกรถชนเมื่อ 2 ปีก่อน ขาไม่ค่อยดี แถมเป็นหวัด ซึมๆ อยู่ เป็นเดือนก่อนแข่ง แถมยังต้องลดน้ำหนักอีก 4 กิโลกว่า แต่ช่างมันเถอะ ถ้าไม่สู้ตอนนี้ ก็คงจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว

28 /6/51

แข่งรอบแรกรุ่น -55 กิโล กับ blink คาราเต้ฟูลคอนแท็คสายดำ จาก ไทยญี่ปุ่นดินแดง
แมตนี้เป็นแมตแรกในชีวิตบนสังเวียนผืนผ้าใบ ที่เวที มวยอัศวินดำ รามอินทรา ติ่นสนามมากๆ ขนาดเดินเข้ามุมผิด และจำมุมของตัวเองไม่ได้ว่า มุมน้ำเงิน หรือมุมแดง คู่ต่อสู้ คือ คุณ blink แข็งแรง ดุดันมาก มีอาวุธ คือ หมัด และ เตะได้รวดเร็ว แถมอึดอีกต่างหาก ได้ความตอนหลังว่า เขาวิ่งวันละ 20 รอบ แหนะ แต่ก็อาศัย ไม้เด็ด มุดบาดาล ลอดแข้ง ตามด้วยเหวี่ยงหมัด ตาม จึงเอาตัวรอด ชนะคะแนนมาได้

16/8/51
แข่งรอบรองชนะเลิศ รุ่น -55 กิโล กับ อาจารย์ วัชระ รังษีสุริยันต์ ผู้ฝึกสอนยูโด-มวยปล้ำ จาก นครปฐม ซึ่งเป็นเต็งแชมป์รุ่นนี้ ต่อยครั้งที่ 2 ในชีวิต ต้องมาเจอ กับกระดูกชิ้นใหญ่ซะแล้ว คราวนี้ ผมได้ครูแปรงช่วยสอน จับหัก ให้ 3 วัน ก็ได้ฝักราวๆ 3-4 ชั่วโมงครับก่อนแข่งเอาซะหน่อย และเคาะสนิมที่ห่างการฝึกไปนาน ทำให้เอาตัวรอดจากการถูกจับหักของ อ.วัชระ ไปได้ แต่ก็ไม่วายแพ้คะแนนจนได้ ได้คว้าเหรียญทองแดง มาคล้องคอแทน แล้วอ.วัชระ ก็ได้แชมป์ไปครองตามคาด เสียดาย ผม เกือบ จะได้เข็มขัดอยู่แล้วเชียว นิดเดียวแท้ๆ ไว้คราวหน้า ถ้ามาได้ ผมจะมาแข่งอีกครับ

และ แมตที่ประทับใจที่สุด ก็ แมตที่แข่งกับ อ.วัชระ นี่แหละครับ เหนื่อย หอบ ลุ้น มันส์ มากๆ ครับ

แต่ลองของแล้ว มวยไชยาเราใช้ได้แน่นอนครับ แต่อยู่ที่คนใช้ด้วยว่าจะ ทำได้ตามคำครูที่สอนให้ได้แค่ไหน งานนี้ ดีที่ยังไม่พลาดจังๆ แต่ล้า และเจ็บกล้ามเนื้อจากการซ้อมล่อเป้า ครั้งแรกในชีวิต กับพี่พงษ์ วันเดียว เอง จับหักกับเจ้าเอิร์ธ พี่โอ๋ ซะระบมอยู่เหมือนกัน

งานนี้จริงๆแล้วผมก็มีความกดดันมากอยู่เหมือนกันเพราะ ตอนมารอบแรก ก็คิดว่าจะได้ทำตามความฝันสักครั้ง คิดว่าคงไม่เป็นไร คงไม่มีใครรุ้หรอกน่า เลยแอบลงแข่งเองโดยไม่ได้ขออนุญาติจากครูแปรง ก่อน แถมไม่ได้ซ้อมตามที่ครูเเปรงท่านเคยให้ ตารางซ้อมไว้ให้ด้วย เนื่องจากติดขัดเรื่องเวลาทำงานหลวงอยู่ พอเจอหน้าครู ก่อนแข่ง ผม ก็ ทำหน้าไม่ถูกอยู่เหมือนกันครับ จุดใต้ตำตออย่างจัง งานนั้ผู้จัด เขาเชิญครูแปรง ให้มาสาธิต อาวุธไทยในงานด้วย แถม พี่โอ๋ (สมิงวายุ) ยังลงแข่งอีก ก็เลย งานเข้าครับพี่น้อง

ดีที่รอบรองชนะเลิศ แพ้แบบสูสี แถมคู่แข่งยังเป็นระดับแชป์อีกด้วย เลย รอดตัวไป ไม่งั้น โดนเชือด แหง่มๆ

การเริ่มฝึก มวยไทยของข้าพเจ้า

การริเริ่มฝึกมวยไทยของผม

20 ส.ค. 2551, 14:18 น. อนึ่งด้วยความเป็นลูกไทย คนหนึ่ง ผมชื่นชอบ วิชา มวยไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เนื่องด้วยพ่อ อาจารย์ วิศิษฐ์ ยอดสมัย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองส้ม ท่านเคยเป็นนักมวยเก่า (พรศักดิ์ น้อย ศ.ท่ายาง) ต่อยมวยส่งตัวเองจนเรียนจบวิทยาลัยครูเพชรบุรี ทั้งยังได้สร้างสม สอนวิธี ชกต่อย เตะ กระสอบ และ เชิงการชกต่อยเบื้องต้นให้ แต่ด้วย อะไรหลายๆอย่างจึงทำให้ไม่ได้ฝึกอย่างจริงๆจังนัก ไปเน้นการแข่งขัน กรีฑา ระยะสั้น ให้กับโรงเรียน ศรียาภัย เสียมากกว่า เมื่อ ขึ้นกรุงเทพ เรียน นิติศาสตร์ จนจบที่ราม ในขณะไปเรียนเน เมื่อ ราวๆต้นปี 47 ได้เข้าไปอ่านหนังสือ สยามคอมแบต ที่โลตัส อ่อนนุช เห็นเขาลงเกี่ยวกับ วิชา มวยไทยไชยา จึงเกิดสนใจไปเรียน ที่สยามยุทธ์ ยิม จึงนับเป็นครั้งแรกที่ได้พบครูแปรง และ พี่พงษ์ หลังจากนั้น งบหมด ประกอบกับ พี่พงษ์บอกว่า เป็นเด็กรามก็ไปเรียนที่ ad1 ได้ ผมก็ไปเรียน ที่ราม ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่า เป็นรุ่นสุดท้ายที่ พี่พงษ์ สอนให้ที่ราม

ฝึกที่รามอยู่ราว 6 เดือน ก็ได้โอกาสเข้าไปทำป้ายมูลนิธิที่บ้านครูแปรง ทำป้ายอยู่ 1 เดือน ก็เสร้จ ทีนี้ก็อาศัยความคุ้นเคยว่าเข้าไปให้ครูเห็นหน้าบ่อย ขอเข้าไปฝึกที่บ้านครู ครูท่านอนุญาติ จึงได้เข้าไปฝึกที่บ้านครู เรื่อยมา จนมาสอบบรรจุติดเป็นนิติกร ได้เริ่มทำงาน เมื่อ 1 มีนาคม 2549 รวมเวลาที่ได้ฝึกกับครูแปรง ร่วม 2 ปี แต่ก็ไม่ได้ฝึกทุกวัน ยังคงมีวันลากลับบ้าน วันหยุดต่างๆ อีกมากมาย ก็คงตก ได้ว่า ฝึกอยู่ วันละ 2-3 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3-4 วัน

ครูแปรงเคยบอกว่า ถ้าเข้ามาฝึกแบบที่ผมทำอยู่ ก็คงฝึกสัก 4-5 ปี ก็คงจะพอเป็นรูปเป็นร่างของมวยไชยาเดิมๆได้ ถ้าได้แล้ว จะได้นำกลับคืนถิ่น ท่าตะเภา อันเป็นตำบลที่ผมเกิดซิ่งเป็นที่เดียวกับครูเขตร ศรียาภัย ครูอินทร์ ศักดิ์เดช ปรมาจารย์ มวยไทย ท่านก็เกิดที่ตำบลหนองช้างตาย หรือตำบลท่าตะเภานีแหละครับ เพราะที่ชุมพร หามวยไชยาได้ยากเต็มทีแล้ว

ผมก็จะพยายามฝึกให้มากที่สุด แต่มาได้เต็มที่แค่ 2 ปี ยังได้ไม่ถึงคริ่งของหลักสูตรเลยครับ หลักสูตรสำคัญ อย่าง ทุ่ม ทับ จับ หัก ปีน ป่าย เหยียบ ยัน ประกบ ประกับ จับ รั้ง เข้าข้างหลัง ดัดก้านคอ ไม้เด็ดๆซึ่งตัวผมเองก็ยังไม่ได้เรียนเลยสักกะเเอะ ถ้ามีเวลาจะมาฝึกเพิ่มจากครูแปรงให้ได้ อย่างน้อยๆ ก็ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

และผมยังถือคำครูท่านที่ว่า พูดได้ทำได้ จึงจะเป็นครูเขาลูกเอ๋ย คือถ้าผมทำได้ไม่ดี ทำให้ใช้การยังไม่ได้ ผมก็คงจะไม่คิดแนะนำใครแน่ๆครับ ผมจะทำให้ดีที่สุด เพื่อ ที่จะได้ทำได้ แล้วไปสอนลูกชาย ผม เจ้า นโม หรือ ลูกหลาน คนชุมพร ต่อไป

ผมเรียนชั้น ม.1 – ม.6 ที่ โรงเรียนศรียาภัย ซึ่ง ย่าชื่น ศรียาภัย พี่สาวของครูเขตร เป็นผู้ก่อตั้ง สถานที่ที่ครูเขตรกล่าวถึงในหนังสือของท่าน ผมได้ผ่านไปมาอยู๋แทบทุกวัน ความรักสถาบัน ถิ่นฐานบ้านเกิด ยิ่งทำให้ ขนลุกซู่ขึ้นมาทันทีที่นึกถึง มาเป็นอีกแรงใจที่ผมจะอนุรักษ์ วิชามวยไทยสายใชยาไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่กำลังของผมจะทำได้