เรื่องราวจากช่อง นายโชติ chaiyawut และวิชามวยไทยไชยา ดาบสองมือ ปัจจุบันอยู่ที่ตัวเมือง เชียงใหม่ Kru Cho Chanuphon Yodsamai Muay Boran muaychaiya and Krabi Krabong Class and Private class at Chaingmai Thailand Youtube.com Chanel = นายโชติ chaiyawut ,Facebook.com = เพจ นายโชติ เรื่องเล่า ,Website = naychot.blogspot.com For online class Contact chanuphon@hotmail.com and online class on www.udemy.com when search chanuphon for learning with 30 class
นายโชติ chaiyawut
วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553
ความแตกต่างของท่าไม้กล ทุ่ม ทับ จับ หัก ของมวยไชยาสายครูแปรง กับ มวยสายจับอื่นๆ ในสายตาของข้าพเจ้า (เมื่อ วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๓)
อนึ่งในการเรียนหลักสูตร ทุ่ม ทับ จับ หัก นั้น ข้าพเจ้าเองก็มิได้เรียนมาอย่างครบถ้วน เพียงแต่ฝึกหัดมาจากท่าพื้นฐาน ที่ครูแปรงท่านสอนให้ แล้ว หมั่นฝึกฝน โดยอาศัยท่าพื้นฐานของมวยไชยา และ จากไม้กล จับหัก ที่ครูแปรงท่านได้สาธิตให้ดู แล้วนำมาปรับใช้เองตามสถานการ์ณ
จากที่ได้มีโอกาส แม้จะน้อยนิดก็ตาม ได้พบปะพูดคุยกับผู้รู้ในสายวิชาจับหัก แบบ ยูโด หรือ ยิวยิสสุ รวมถึงได้ประลองฝีมือ กับสายวิชา จับล็อกมาบ้าง ข้าพเจ้าพอจะอนุมานได้ว่า ในสายวิชาจับล๊อกนั้นเขามักใช้ร่างกาย หรือ กล้ามเนื้อ ส่วนใหญ่ เข้าจัดการกับ ข้อต่อส่วนน้อย โดยใช้การยืดตัว พับหัก หรือ กด รวมทั้งใช้การกอดรัดให้แน่น ส่งผลให้คู่ต่อสู้ อึดอัด หรือ หมดสติ หรือ ต้องพิการจากการถูกบิดหัก ข้อต่อ ตามแบบ หลักสูตรวิชาซึ่งมักเป็นแรง กด บิด ดึง งัดของกล้ามเนื้อ เพื่อให้หัก ของ แต่ละสายวิชา และการเริ่มต้น ในการต่อสู้คือการเริ่มประชิดตัว เช่น จับแขน หรือ ขา คู่ต่อสู้ ทำให้ล้ม แล้ว ค่อยใช้วิชา จับหักต่อไป ซึ่งถือเป็นศาสตร์การต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมมากๆ
แต่ในสายมวยไชยาในสายครูแปรงนั้น เราใช้วิถีแห่งวัฒนธรรมไทย การยืน การเดิน การนั่ง ตามแบบฉบับของคนไทยโบราณ มาปรับใช้กับการต่อสู้แบบคลุกวงใน โดยนำเอาการเดินเข่า คลานเข่า การย่างถวายบังคมด้วยเข่า เอาท่าร่ายรำจากท่าไหว้ครูมวย ครูดาบ ครูอาวุธ เอาวัฒนธรรมอันสวยงาม คือ การไหว้ และ นำเอาท่าพื้นฐานของมวยไชยาทั้งหมด รวมทั้งท่าย่างสามขุม การฟังแรง ถ่ายแรง ผ่อนตาม มาปรับใช้กับการจับหัก เพียงแต่ผู้ฝึกจักต้องรู้จักถึงองคาพยพน้อยใหญ่ในร่างกายของเราเสียก่อน ว่าส่วนใดอ่อนอันควรปกปิดหลีกเลี่ยงจากการปะทะ ส่วนใดแข็งพอที่จะใช้เป็นอาวุธ แล้ว นำมาใช้ให้ถูกส่วน ซึ่งในสายวิชามวยไชยาสายนี้ เรียกว่า กายวุธ คือทุกส่วนของร่างกายที่ใช้เป็นอาวุธได้ ไม่ใช่เฉพาะแต่เพียง อาวุธหลัก เช่น หมัด เท้า เข่า ศอก เพียง ๔ อย่าง ๘ อาวุธเท่านั้น อาวุธ ใน กายวุธ ยังรวมตลอดถึง ส่วนแข็งของร่างกายอื่นๆอีกเช่น กระดูกข้อมือด้านนอก ที่เราเรียกว่าตานกเอี้ยง กระดูกตาตุ่มด้านนอก กระดูกท่อนแขน กระดูกหน้าแข้ง กระดูกข้อมือด้านใน ข้อสันหมัดแบบหงายหรือคว่ำ แม้แต่คางของเรา ก็ยังสามารถใช้ได้เพียงแต่ต้องใช้ให้ถูกที่เท่านั้น และยังหมายความตลอดถึง การใช้ บานพับ ที่พับเข่า พับศอก และการใช้กล้ามเนื้อส่วนที่โตกว่าเพื่อยึดจับอวัยวะของคู่ต่อสู้อีกด้วย นอกจากจะใช้ แรง กด บิด ดึง งัดของกล้ามเนื้อแล้ว ยังใช้แรงตัด เชือดด้วยข้อกระดูกอีกด้วย
เมื่อเรารู้จักใช้การย่างสามขุมบวกกับการใช้กายวุธแล้ว การจับหัก ยังมีทั้งแบบการจับเพื่อควบคุม คือการจับกุม ให้คู่ต่อสู้ยอมจำนนเมื่อเห็นว่าหมดทางสู้แล้ว หรือ บิดพลิกหักในทันที เมื่อเข้าไม้กล โดยไม่เน้นการจับกุมให้หยุดอยู่กับที่ เพราะอาจเป็นการเสียเวลาหากมี คู่ต่อสู้มากกว่าหนึ่ง
ข้อแตกต่างจากการสังเกตุของข้าพเจ้าอีกประการหนึ่งนั้นพบว่าในสายวิชาจับล๊อคอื่น อาจจะเป็นด้วยรูปแบบการแข่งขันก็เป็นได้ ที่ทำให้มิติในการต่อสู้ถูกจำกัดให้อยู่ในรูปแบบ หนึ่งต่อหนึ่ง คือ หากเน้นการนอนสู้กันตัวต่อตัวแล้ว จึงไม่ต้องคำนึงถึงว่าจะมีคนอื่นเข้ามารุมทำร้ายด้วยหรือไม่ เพราะเห็นได้จากท่านอนสู้ของสายวิชาอื่นหลายๆท่าที่ ผู้จับ นอนจับคู่ต่อสู้แล้วเหยียดตัว หรือ นอนทับคู่ต่อสู้เพื่อหัก แขน หรือ ขา คู่ต่อสู้ การนอนสู้เช่นนั้นเป็นผลดีในการสู้ตัวต่อตัว เพราะ สามารถใช้น้ำหนักตัว บวกกับ แรงกล้ามเนื้อส่วนใหญ่ยึดตรึงคู่ต่อสู้ได้ดี แต่คงใช้ไม่ทันการหาก คู่ต่อสู้มีมากกว่าหนึ่งคน เพราะหากมัวนอนคลุกอยู่กับอีกคนหนึ่ง ก็อาจถูกอีกคนหนึ่ง ลอบเข้าโจมตีทางด้านหลังหรือ มุมอับได้ง่าย ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าสายวิชาจับล็อคของชาติอื่นๆที่คงอยู่รักษาบ้านเมืองของเขามาได้นับพันปีเช่นนี้คงจะมีกลวิธี รับมือจาก กรณีเช่นนี้เป็นแน่ เพียงแต่ข้าพเจ้ายังไม่รู้ว่าเขามีเท่านั้น
ในกลจับหัก ของครูแปรงจากที่ข้าพเจ้าศึกษานั้นพบว่า ครูแปรงท่านจะเน้นการนั่งคลุก แบบท่านั่งถวายบังคม หรือ คลานเข่า อยู่บนตัวคู่ต่อสู้ มากกว่าที่จะนอนราบไปกับคู่ต่อสู้ เพื่อเป็นการทิ้งน้ำหนักตัวลงกดทับตัวคู่ต่อสู้ และนอกจากนี้เมื่ออยู่ในรูปการนั่งชันเข่าแล้วการเคลื่อนที่หมุนวน หลบหลีกหากมีการจู่โจมจาก ผู้อื่นเพิ่มเติมก็จะ รับมือได้ง่ายกว่า การนอนสู้อยู่กับคนคนเดียว ทำให้มิติในการต่อสู้ไม่ถูกจำกัดอยู่ในแบบหนึ่งต่อหนึ่ง และอาจใช้ในสถานการณ์จริงที่เราไม่สามารถจะทราบได้ว่าคู่ต่อสู้มีกีคนได้ดีกว่า
และด้วยความที่มวยไชยา เป็นมวยไทยขนานเดิมที่มีอาวุธหลักอยู่ครบถ้วน จึงยังสามารถ ใช้หมัด เท้า เข่า ศอก ได้ดีในการ ป้องกันตัว หรือ โจมตีคู่ต่อสู้ การใช้ไม้กลทุ่มทับจับหัก จึงมักเป็น กล จากการแก้อาวุธศัตรู เช่น ไม้กลขุนยักษ์จับลิง ใช้ แก้หมัดตรง ไม้กลฟาดกุมภรรณใช้แก้ เตะ ไม้กลรัดงวงแทงงาใช้แก้เตะ ไม้กลช้างสบัดหญ้าใช้แก้หมัดตรง ไม้กลขุนฆ้อนตีทั่งใช้แกเตะ ไม้กลนาคคู้บัลลังค์ใช้แก้หมัดตรง ไม้กลหงส์ปีกหัก ใช้แก้หมัดตรง เป็นต้น ซึ่งท่าที่กล่าวแล้วนั้นเป็นกลจับหักทั้งสิ้น จึงไม่ต้องทนแลกแข้ง แลกหมัด เสี่ยงดวงเข้าเพื่อจับหักแต่อย่างใด หากปฏิปักษ์ ไม่ถลำมาจนประชิดตัว ก็ใช้ไม้สั้น ไม้ยาว ตามแต่จะถนัดได้ แต่หากพัลวันกันจนถึงกับต้องกอดรัด ก็ยังใช้กล คลุกปล้ำจับหัก แก้ไขได้ในทันที
ทั้งนี้ข้าพเจ้า นายชนุภณ ยอดสมัย (โช) ได้แสดงความคิดเห็นตามภูมิปัญญาที่ข้าพเจ้าเข้าใจเท่านั้นหากมีข้อผิดพลาดแต่ประการใด ข้าพเจ้าขอรับไว้แต่ผู้เดียวครับ
วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
MuayBoran Training
For many, the words ‘Muay Thai’ would bring to mind images of heavy training sessions, often tough and bruising. To a certain extent this can be true, but only of those training with the ultimate aim of fighting in conventional Muay Thai tournaments, to make a living under the rules of boxing as a sport.
On the contrary, traditional Mauy Thai does not aim to defeat with the use of sheer physical strength alone, but is to defend before the right moment to retaliate as trained. That is, a traditional Muay Thai boxer is one who practices martial art as taught by his teacher. From my experience as a traditional Muay Thai, Chaiya-style student, training tends to start from a slower pace before increasing in both speed and intensity.
The initial training will start with adjustments to get a firm and stable standby position, ready to defend and attack. Next are training the various techniques to defend and receive attacks so that these are effective before moving on to attack techniques. Both the defensive and offensive techniques makes full use of the human body parts and positions from the knees, elbows to the shoulder blades and the Thai ‘Wai’. All these training have to proceed from the easier techniques, light and slower paced before increasing in speed and intensity.
Traditional Chaiya-style Thai Boxing gives weight to the use of art as a form of self defense rather than the use of strength to attack. This style enables the student to truly understand to anticipate and receive attacks to withstand the least damage or non at all. However this can only be achieved through correct and constant training.
วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553
การแก้ไขเมื่อ ถูกจี้ปาดคอจากด้านหลังเมื่อเป็นตัวประกัน
การป้องกันตัวมือเปล่า เมื่อถูกจี้ปาดคอจากด้านหลัง
จากข่าวที่พบเห็นได้อยู่บ่อยๆ กับกรณี คนร้าย เสพยาเสพติด (เมทแอมแฟตตามีน) แล้วเกิดคลุ้มคลั่งจับเด็กหรือสตรีเป็นตัวประกัน ในกรณีเช่นนี้หากเป็นท่านจะทำเช่นไร ทางที่ดีควร ให้ในสิ่งที่เขาต้องการ และชลอความตึงเครียดของคนร้ายมิให้ลงมือกับท่านเร็วนัก เพื่อรอความช่วยเหลือ จากเจ้าหน้าที่หรือบุคคลข้างเคียง แต่หากไม่มีบุคคลเช่นว่านั้นหละ
วิธีการง่ายๆ ก็คือ ใช้การ เกาะที่ข้อมือที่เขาถือมีด ระวังคมมีดด้วยนะ แล้วดึงลงมาที่หน้าอกของเราแล้วยึดกด ให้มือเขาติดกับอกเราอย่าให้เขาขยับมีดได้ ย่อขาเราลงทิ้งน้ำหนักตัวของเราทั้งหมดลง ให้เขาใช้แขนทีมีอาวุธมีดนั้น รั้งน้ำหนักตัวเราไว้ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถทำให้มีดของเขาห่างออกจากลำคอของเราได้สักระยะหนึ่งซึ่งนั่นก็เป็นการเพียงพอที่จะ เป็นโอกาสให้ แก่เจ้าหน้าที่ในการเข้าชาร์ต เพื่อช่วยเหลือ เพราะทางเจ้าหน้าที่เขาก็รอคอยโอกาสที่อาวุธห่างจากคอของเหยื่อเช่นกัน
และหากผู้เสียหาย ได้มีการฝึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักการอ่านแรงฟังแรง เกาะเกี่ยวติดพัน ก็จะสามารถพลิกเหลี่ยมบิดไหล่ไปทางด้านหลังใช้มีดที่เขาจี้คอเรา วกกลับเข้าแทงตัวคนร้ายได้ไม่ยากนัก ในกรณีที่เห็นว่าไม่มีเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือ ก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ด้วยตนเองได้
แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนสักนิด เพื่อหาจังหวะจริง ในการแก้ไข ควรจะมีเพื่อนคู่ฝึก จนมั่นใจได้ว่า เมื่อกระตุกมือเขาลงมาแล้ว เขาไม่สามารถจะเชือดคอเราได้จริง ด้วยการจำลองเสมือนจริง จึงจะถือว่า ผ่านการฝึกนี้ และมีความมั่นใจที่จะใช้ในภาวะฉุกเฉิน
วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ความฝันที่เป็นจริงของข้าพเจ้า
20 ส.ค. 2551, 10:29 น.
ราวช่วง เดือน พฤษภาคม ได้ทราบข่าวการรับสมัคร นักสู้ เข้าร่วมการแข่งขัน kof (mma) ครั้งแรก ในประเทศไทย ผมได้เห็นแล้ว ก็ดีใจมากรีบสมัครเข้าร่วมทันที เพราะ เคยฝึกมวยไชยาอยู่ 2 ปี ไม่เคยได้ต่อยกับใครจริงๆ เลยสักครั้ง แม้ปัจจุบัน จะมารับราชการเป็นนิติกรระดับ 4 ห่างหายการฝึกไปกว่า 3 ปี แล้วก็ตาม เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำตามความฝันสักครั้ง แม้ร่างกายก็ไม่สมบูรณ์จากการถูกรถชนเมื่อ 2 ปีก่อน ขาไม่ค่อยดี แถมเป็นหวัด ซึมๆ อยู่ เป็นเดือนก่อนแข่ง แถมยังต้องลดน้ำหนักอีก 4 กิโลกว่า แต่ช่างมันเถอะ ถ้าไม่สู้ตอนนี้ ก็คงจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว
28 /6/51
แข่งรอบแรกรุ่น -55 กิโล กับ blink คาราเต้ฟูลคอนแท็คสายดำ จาก ไทยญี่ปุ่นดินแดง
แมตนี้เป็นแมตแรกในชีวิตบนสังเวียนผืนผ้าใบ ที่เวที มวยอัศวินดำ รามอินทรา ติ่นสนามมากๆ ขนาดเดินเข้ามุมผิด และจำมุมของตัวเองไม่ได้ว่า มุมน้ำเงิน หรือมุมแดง คู่ต่อสู้ คือ คุณ blink แข็งแรง ดุดันมาก มีอาวุธ คือ หมัด และ เตะได้รวดเร็ว แถมอึดอีกต่างหาก ได้ความตอนหลังว่า เขาวิ่งวันละ 20 รอบ แหนะ แต่ก็อาศัย ไม้เด็ด มุดบาดาล ลอดแข้ง ตามด้วยเหวี่ยงหมัด ตาม จึงเอาตัวรอด ชนะคะแนนมาได้
16/8/51
แข่งรอบรองชนะเลิศ รุ่น -55 กิโล กับ อาจารย์ วัชระ รังษีสุริยันต์ ผู้ฝึกสอนยูโด-มวยปล้ำ จาก นครปฐม ซึ่งเป็นเต็งแชมป์รุ่นนี้ ต่อยครั้งที่ 2 ในชีวิต ต้องมาเจอ กับกระดูกชิ้นใหญ่ซะแล้ว คราวนี้ ผมได้ครูแปรงช่วยสอน จับหัก ให้ 3 วัน ก็ได้ฝักราวๆ 3-4 ชั่วโมงครับก่อนแข่งเอาซะหน่อย และเคาะสนิมที่ห่างการฝึกไปนาน ทำให้เอาตัวรอดจากการถูกจับหักของ อ.วัชระ ไปได้ แต่ก็ไม่วายแพ้คะแนนจนได้ ได้คว้าเหรียญทองแดง มาคล้องคอแทน แล้วอ.วัชระ ก็ได้แชมป์ไปครองตามคาด เสียดาย ผม เกือบ จะได้เข็มขัดอยู่แล้วเชียว นิดเดียวแท้ๆ ไว้คราวหน้า ถ้ามาได้ ผมจะมาแข่งอีกครับ
และ แมตที่ประทับใจที่สุด ก็ แมตที่แข่งกับ อ.วัชระ นี่แหละครับ เหนื่อย หอบ ลุ้น มันส์ มากๆ ครับ
แต่ลองของแล้ว มวยไชยาเราใช้ได้แน่นอนครับ แต่อยู่ที่คนใช้ด้วยว่าจะ ทำได้ตามคำครูที่สอนให้ได้แค่ไหน งานนี้ ดีที่ยังไม่พลาดจังๆ แต่ล้า และเจ็บกล้ามเนื้อจากการซ้อมล่อเป้า ครั้งแรกในชีวิต กับพี่พงษ์ วันเดียว เอง จับหักกับเจ้าเอิร์ธ พี่โอ๋ ซะระบมอยู่เหมือนกัน
งานนี้จริงๆแล้วผมก็มีความกดดันมากอยู่เหมือนกันเพราะ ตอนมารอบแรก ก็คิดว่าจะได้ทำตามความฝันสักครั้ง คิดว่าคงไม่เป็นไร คงไม่มีใครรุ้หรอกน่า เลยแอบลงแข่งเองโดยไม่ได้ขออนุญาติจากครูแปรง ก่อน แถมไม่ได้ซ้อมตามที่ครูเเปรงท่านเคยให้ ตารางซ้อมไว้ให้ด้วย เนื่องจากติดขัดเรื่องเวลาทำงานหลวงอยู่ พอเจอหน้าครู ก่อนแข่ง ผม ก็ ทำหน้าไม่ถูกอยู่เหมือนกันครับ จุดใต้ตำตออย่างจัง งานนั้ผู้จัด เขาเชิญครูแปรง ให้มาสาธิต อาวุธไทยในงานด้วย แถม พี่โอ๋ (สมิงวายุ) ยังลงแข่งอีก ก็เลย งานเข้าครับพี่น้อง
ดีที่รอบรองชนะเลิศ แพ้แบบสูสี แถมคู่แข่งยังเป็นระดับแชป์อีกด้วย เลย รอดตัวไป ไม่งั้น โดนเชือด แหง่มๆ
การเริ่มฝึก มวยไทยของข้าพเจ้า
การริเริ่มฝึกมวยไทยของผม
20 ส.ค. 2551, 14:18 น. อนึ่งด้วยความเป็นลูกไทย คนหนึ่ง ผมชื่นชอบ วิชา มวยไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เนื่องด้วยพ่อ อาจารย์ วิศิษฐ์ ยอดสมัย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองส้ม ท่านเคยเป็นนักมวยเก่า (พรศักดิ์ น้อย ศ.ท่ายาง) ต่อยมวยส่งตัวเองจนเรียนจบวิทยาลัยครูเพชรบุรี ทั้งยังได้สร้างสม สอนวิธี ชกต่อย เตะ กระสอบ และ เชิงการชกต่อยเบื้องต้นให้ แต่ด้วย อะไรหลายๆอย่างจึงทำให้ไม่ได้ฝึกอย่างจริงๆจังนัก ไปเน้นการแข่งขัน กรีฑา ระยะสั้น ให้กับโรงเรียน ศรียาภัย เสียมากกว่า เมื่อ ขึ้นกรุงเทพ เรียน นิติศาสตร์ จนจบที่ราม ในขณะไปเรียนเน เมื่อ ราวๆต้นปี 47 ได้เข้าไปอ่านหนังสือ สยามคอมแบต ที่โลตัส อ่อนนุช เห็นเขาลงเกี่ยวกับ วิชา มวยไทยไชยา จึงเกิดสนใจไปเรียน ที่สยามยุทธ์ ยิม จึงนับเป็นครั้งแรกที่ได้พบครูแปรง และ พี่พงษ์ หลังจากนั้น งบหมด ประกอบกับ พี่พงษ์บอกว่า เป็นเด็กรามก็ไปเรียนที่ ad1 ได้ ผมก็ไปเรียน ที่ราม ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่า เป็นรุ่นสุดท้ายที่ พี่พงษ์ สอนให้ที่ราม
ฝึกที่รามอยู่ราว 6 เดือน ก็ได้โอกาสเข้าไปทำป้ายมูลนิธิที่บ้านครูแปรง ทำป้ายอยู่ 1 เดือน ก็เสร้จ ทีนี้ก็อาศัยความคุ้นเคยว่าเข้าไปให้ครูเห็นหน้าบ่อย ขอเข้าไปฝึกที่บ้านครู ครูท่านอนุญาติ จึงได้เข้าไปฝึกที่บ้านครู เรื่อยมา จนมาสอบบรรจุติดเป็นนิติกร ได้เริ่มทำงาน เมื่อ 1 มีนาคม 2549 รวมเวลาที่ได้ฝึกกับครูแปรง ร่วม 2 ปี แต่ก็ไม่ได้ฝึกทุกวัน ยังคงมีวันลากลับบ้าน วันหยุดต่างๆ อีกมากมาย ก็คงตก ได้ว่า ฝึกอยู่ วันละ 2-3 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3-4 วัน
ครูแปรงเคยบอกว่า ถ้าเข้ามาฝึกแบบที่ผมทำอยู่ ก็คงฝึกสัก 4-5 ปี ก็คงจะพอเป็นรูปเป็นร่างของมวยไชยาเดิมๆได้ ถ้าได้แล้ว จะได้นำกลับคืนถิ่น ท่าตะเภา อันเป็นตำบลที่ผมเกิดซิ่งเป็นที่เดียวกับครูเขตร ศรียาภัย ครูอินทร์ ศักดิ์เดช ปรมาจารย์ มวยไทย ท่านก็เกิดที่ตำบลหนองช้างตาย หรือตำบลท่าตะเภานีแหละครับ เพราะที่ชุมพร หามวยไชยาได้ยากเต็มทีแล้ว
ผมก็จะพยายามฝึกให้มากที่สุด แต่มาได้เต็มที่แค่ 2 ปี ยังได้ไม่ถึงคริ่งของหลักสูตรเลยครับ หลักสูตรสำคัญ อย่าง ทุ่ม ทับ จับ หัก ปีน ป่าย เหยียบ ยัน ประกบ ประกับ จับ รั้ง เข้าข้างหลัง ดัดก้านคอ ไม้เด็ดๆซึ่งตัวผมเองก็ยังไม่ได้เรียนเลยสักกะเเอะ ถ้ามีเวลาจะมาฝึกเพิ่มจากครูแปรงให้ได้ อย่างน้อยๆ ก็ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
และผมยังถือคำครูท่านที่ว่า พูดได้ทำได้ จึงจะเป็นครูเขาลูกเอ๋ย คือถ้าผมทำได้ไม่ดี ทำให้ใช้การยังไม่ได้ ผมก็คงจะไม่คิดแนะนำใครแน่ๆครับ ผมจะทำให้ดีที่สุด เพื่อ ที่จะได้ทำได้ แล้วไปสอนลูกชาย ผม เจ้า นโม หรือ ลูกหลาน คนชุมพร ต่อไป
ผมเรียนชั้น ม.1 – ม.6 ที่ โรงเรียนศรียาภัย ซึ่ง ย่าชื่น ศรียาภัย พี่สาวของครูเขตร เป็นผู้ก่อตั้ง สถานที่ที่ครูเขตรกล่าวถึงในหนังสือของท่าน ผมได้ผ่านไปมาอยู๋แทบทุกวัน ความรักสถาบัน ถิ่นฐานบ้านเกิด ยิ่งทำให้ ขนลุกซู่ขึ้นมาทันทีที่นึกถึง มาเป็นอีกแรงใจที่ผมจะอนุรักษ์ วิชามวยไทยสายใชยาไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่กำลังของผมจะทำได้
เป้าหมายในการฝึกมวยไทยไชยาของข้าพเจ้า
เป้าหมายในการฝึกมวยไทยไชยาของข้าพเจ้า
๑ เพื่อเป็นการอนุรักษ์วิชาของไทย ให้คงอยู่คู่กับคนไทย ชาติไทย
๒ เพื่อเป็นการสร้างเสริมสมรรถภาพของร่างกาย ให้แข็งแรง เป็นการออกกำลังกายที่ดี
๓ เพื่อใช้ป้องกันตัวในยามคับขัน หรือ ภาวะฉุกเฉิน
การฝึกมวยไทยไชยานั้น ผู้ฝึกตั้งเป้าหมาย ไว้ตามลำดับข้างต้น เนื่องจากข้าพเจ้า ได้ค้นหา ตามสืบมาเนิ่นนาน กว่าจะมาค้นพบวิชามวยไทยไชยานี้ เมื่อได้พบก็ทราบว่า มวยไทยไชยา เป็นมวยไทย สายหนึ่ง ที่มีมานานแล้ว แต่นับวันจะหาคนรู้จัก และใช้การได้มีน้อยมาก หากไม่ช่วยกันรักษาไว้ก็คงจะสูญหายไปตามกาลเวลา เช่น มวยไทยสายอื่นๆ ซึ่ง บางสายไม่อาจตามสืบพบถึง ตัวตนที่คงอยู่ได้ เมื่อเราตั้งใจที่จะรักษาอนุรักษ์ไว้ให้คนไทย รุ่นหลัง ก็มีเป้าหมายที่จะต้องทำให้ได้ ทำให้ดี ในระดับที่ กำลังกาย กำลังใจของข้าพเจ้าจะพาไปได้
เมื่อข้าพเจ้าได้ตั้งใจเพียรศึกษาในวิชาแขนงนี้ นอกจากจะได้รับการฝึกเพื่ออนุรักษ์สายวิชานี้ไว้ ยังมีผลพลอยได้จากการเรียน คือ ได้ออกกำลังกายในรูปแบบ ของมวยไทยไชยา ซึ่งเป็นการออกกำลังกาย โดยใช้น้ำหนัก ตัวของผู้ฝึก การหาจังหวะ การจัดระเบียบร่างกาย การทรงตัว และตลอดถึงการฝึกสติ ให้มีความจดจ่ออยู่กับท่าที่ฝึกนั้นด้วย
และเมื่อตั้งใจฝึกเพื่ออนุรักษ์ อย่างตั้งใจ โดยควบคู่ไปกับการออกกำลังกายในท่ามวย ไปสักระยะหนึ่ง เมื่อเกิดความชำนาญ ร่างกายจดจำท่วงท่า จนเกิดเป็นสัญชาติญาณ การเคลื่อนที่ของร่างกาย ก็จะเกิดความคล่องตัวขึ้นในระดับหนึ่ง จนสามารถ ใช้ป้องกันตัวได้ เมื่อถึงคราวจำเป็น
นั่นก็คือ ถ้าตั้งใจฝึกอย่างจริงจัง จนเข้าใจหลักการของวิชา เข้าใจเคล็ดวิชาในระดับหนึ่ง ก็เพียงพอที่จะใช้ป้องกันตัว ให้สมกับที่เป็นลูกไทยได้
ความแตกต่างของมวยไทยไชยากับมวยไทยในยุคปัจจุบัน
ความแตกต่างของมวยไชยากับมวยไทยในยุคปัจจุบัน ตอน ๑
๑. ที่เห็นได้เด่นชัด คือ การยืนจดมวย ในมวยไชยาจะ ใช้วิธีการยืนย่อขาลง เพื่อเตรียมพร้อมออกอาวุธ มือสองข้าง จดมวยไว้ในแนวกลางตัว โดยให้เหตุผลว่า เพื่อ ป้องกันจุดอันตรายที่เรียงรายอยู่ในแนวกลางตัว ตั้งแต่ จมูก ปาก คาง คอ หลุมหัวใจ (ลิ้นปี่) แต่ มวยไทยในปัจจุบันที่พบโดยมากจะยืนมวย สูงกว่าเล็กน้อย เพื่อความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ และ จดมวยกว้างกว่า เข้าใจว่าเพื่อทัศนวิสัยในการมองเห็นที่ชัดเจน และ ป้องกันอาวุธหนัก เช่น การเตะ
๒. เมื่อออกอาวุธ โดยเฉพาะ การเตะ จะเห็นได้ชัดว่า ในสายมวยไชยานั้น เมื่อ เตะ แล้ว จะสบัดมือข้างที่เตะ ไปในทิศทางเดียวกันกับขาข้างที่เตะ เช่น เตะด้วยขาขวาของเราไปที่เป้าหมาย มือขวาก็จะสบัดไปตามทางขวาเช่นกัน แต่ ในมวยไทยปัจจุบัน จะใช้การสบัดแขนสวนกันกับขาข้างที่เตะ ซึ่งต่างก็ให้ผลลัพที่รุนแรงไม่แพ้กัน จะต่างก็แต่วิธีการเท่านั้น
มวยโบราณกับอาวุธไทยสัมพันธ์กันอย่างไร
ในการศึกแต่เดิมนั้น หากการรบประชิดตัวถึงตะลุมบอน หากอาวุธคู่กายหลุดมือไป เหล่าทหารก็จักต้องใช้ มือเปล่าเข้าต่อกรกับข้าศึก เพราะคงไม่มีข้าศึกใจดีให้โอกาสเราได้หาอาวุธใหม่เป็นแน่ จึงมีความจำเป็นอยู่เองที่ ลูกไทยผู้รักชาติ จักต้องร่ำเรียนทั้งวิชาการต่อสู้ภาคอาวุธ และ มือเปล่า ไว้เพื่อป้องกันผืนแผ่นดินอันเป็นที่รักยิ่ง
เคยมีผู้รู้ให้ทัศนะไว้ว่า หากนักมวย ได้อาวุธจะใช้อย่างไร ก็เคยแต่ต่อย ไม่เคยตี หากนักดาบ ขาด ดาบ จะทำอย่างไร ก็เคยแต่ใช้ดาบ ไม่ถนัดต่อย จากที่ข้าพเจ้าศึกษามานั้นพบว่า มัลละ (นักมวย) ผู้เชี่ยวชาญในเชิงมวย ใช้กลมวยเข้าต่อตี แล แก้ทาง ปรปักษ์อย่างใด ก็ใช้กลนั้น กับอาวุธเช่นนั้น นักดาบเองก็เช่นกัน มีกลดาบอย่างไร ก็มาใช้เมื่อครามือเปล่าเช่นกัน เพียงแต่ต้องปรับการใช้ให้เหมาะสมกับอาวุธในมือ ทั้งอาวุธมือถือ แล กายวุธ
นั่นก็หมายความว่า หากผู้ใดเชี่ยวชาญในการใช้ศิลปะการต่อสู้แบบใดแบบหนึ่ง ก็จะสามารถ ปรับใช้กับอาวุธประเภทอื่นได้ด้วย เนื่องจากรู้หลักการ ของการใช้อาวุธนั้น การถ่ายแรง การควบคุมอาวุธในมือ
จากประสบการณ์อันน้อยนิดของผู้เขียนนั้น พบว่าเมื่อได้รับการฝึกวิชาภาคอาวุธมาในระดับหนึ่ง แล้วกลับมาฝึกภาคมือเปล่าอีกครั้ง โดยลองฝึกเหมือนดังว่าในมือมีอาวุธ (ใช้มือเปล่า) ก็จะพบว่ามีมุมมองใหม่ๆ ในการต่อสู้ขึ้น จึงตระหนักถึงความสำคัญของภาควิชาอาวุธไทย ทั้งพลอง ดาบสองมือ ดาบเดี่ยว ตลอดจนถึง มีดสั้น เพราะนอกจากจะสามารถใช้อาวุธได้อย่างหลากหลายแล้ว ยังมีเคล็ดลับ และกลวิธีที่ซ่อนไว้ในตัวอีกมากมาย ที่รอให้ผู้มีปัญญามาแก้เอาไป เช่น การฝึกควงพลอง เพื่อควบคุมอาวุธ ฟังแรงพลอง อ่อนตาม ใช้แรงส่วนน้อยผสานกับการบิดเหลี่ยมพลิกตัว เพื่อ ให้พลองสามารถ หมุนหรือเคลื่อนที่ได้โดยไม่หยุดชะงัก และเพิ่มกำลังในการตี หรือ แทงได้ หากไร้ซึ่งพลองแล้ว นำมาปรับใช้กับการต่อสู้มือเปล่าได้ การใช้ท่ากลับหน้าพลอง นำมาใช้ในการหักแขนปรปักษ์ที่เราจับได้ หรือ การใช้ท่าควงพลองพื้นฐาน ท่าอัยราฟาดงวง ก็สามารถใช้ในการหักแขนผู้ไม่หวังดีที่เข้ามาบีบคอเราได้
แม้จะเป็นในภาคอาวุธอื่น เช่น ดาบ การรับดาบแบบบัวคว่ำ หรือ บัวหงาย ก็ยังใช้แก้การต่อยหมัดตรง โดยปัดพร้อมพลิกตัวดึงคู่ต่อสู้ให้เสียหลัก แล้วหมุนตัวเล็กน้อยก็จะควบคุมตัวเขาได้โดยง่าย
เห็นได้ชัดว่าวิชามวยโบราณ และ อาวุธไทยโบราณ นั้นมีส่วนเกี่ยวข้อง ที่เกื้อหนุนกันเป็นอย่างมากการที่จะใช้กลมวยได้อย่างหลากหลายนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ในกลวิธีของวิชาอาวุธด้วย เนื่องด้วยกลมวยจำนวนไม่น้อยได้ถูกซ่อนไว้ในกลดาบ แลกลดาบเองก็ถูกซ่อนไว้ในวิชาอาวุธอื่นๆอีก